Thursday, August 10, 2006

อยู่กับปัจจุบันกันเถอะ

วันนี้อ่านหนังสือของ Eckhart Tolle ชื่อเรื่อง The Power of Now ขออนุญาตแปลว่า พลังอำนาจแห่งการอยู่กับปัจจุบัน เป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่อธิบายกระบวนการของจิตได้ลึกมากๆ มากที่สุดเท่าที่เคยอ่านมาเลยก็ว่าได้ ตัวหนังสือที่ถ่ายทอดออกมาช่างสวยงาม ตอนที่อ่านรู้สึกถึงความสงบในจิตใจ เป็นความสงบแบบที่ลึกซึ้งกว่าความเข้าใจในทางจิตวิทยาใดๆ ผู้เขียนเคยเป็นซึมเศร้ายาวนานมาก จนอายุ 29 เขามีประสบการณ์บางอย่างที่อาจจะเรียกได้ว่า ความรู้แจ้ง (Enlightenment) ฉันคิดว่าเหมือนกับตื่นขึ้น มันทำให้ฉันรู้สึกว่า การมีสตินั้นสำคัญเหลือเกิน การมีสติจะทำให้เรามีชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ฉันเคยคิดว่า ถ้าเราเอาแต่ทำจิตใจสงบ ไม่คิดอะไร แล้วเราจะมีชีวิตในสังคม ทำงาน ได้หรอ แต่พออ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว คิดว่า การที่เราพยายามให้จิตใจเราอยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุดนั้น มันยิ่งทำให้เราทำอะไรต่างๆ ในชีวิตได้ดีขึ้นกว่าเก่า มีความสุขมากขึ้น มีบางช่วงที่อ่านหนังสือ ฉันคิดว่า เราไม่ต้องไปศึกษาทษฎีจิตวิทยาอะไรก็ได้ แค่อยู่กับปัจจุบัน มันก็มีพลังอำนาจเหนืออารมณ์ ความทุกข์ทั้งปวง ณ ตอนนั้นที่อ่าน มันเป็นความรู้สึกที่ดีมาก ฉันคิดว่า เวลาที่เราอ่านหนังสือ มันเหมือนเราเข้าไปในโลกของคนแต่ง เราเข้าไปอยู่ในจิตใจเขา แล้วมองโลกออกมาข้างนอกผ่านสายตาของเขา

หนังสือเล่มนี้พูดถึงอาการซึมเศร้าไว้ตอนหนึ่งน่าสนใจ ว่าจิตมนุษย์นั้นบางทีสนุกกับการมีเรื่องน้ำเน่าเศร้าๆ เราสนุกกับมัน (อันนี้ฉันว่าจริง เคยเป็นอยู่) คือเราสงสารตัวเอง พอซึมเศร้าระดับหนึ่ง มันก็เหมือนถลำลึกเข้าไป ลึกเข้าไป ลึกเข้าไปเรื่อยๆ จนออกมายาก ช่วงแรกๆ ที่เป็นอาการสงสารตัวเอง ก็ไม่ได้คิดว่ามันจะลุกลามไปไกล แต่จริงๆ มันเหมือนเริ่มจุดไฟ มันไหม้ไปเรื่อยๆ ยิ่งเราเติมเชื้อไฟเข้าไป เราก็ถลำลึกเข้าไปเรื่อยๆ ตอนช่วงที่ฉันเป็นซึมเศร้ามากๆ รู้สึกว่ามองอะไรก็มัวๆ เวียนหัว ง่วงนอนตลอดเวลา อยากอยู่คนเดียว ไม่อยากเจอใคร ไม่อยากทำอะไร เวลาออกไปข้างนอก ความกลัวมันเข้ามาครอบงำเรา ความกลัวมันมหาศาลยิ่งใหญ่รุนแรง ในใจลึกๆ มีเสียงบอกว่า ต้องทำอะไรบางอย่าง ปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้ แต่ตอนนั้นเรารู้สึกเหมือนอยู่ในความมืด ความกลัวมันครอบงำเราในความคิด ในความรู้สึก ในทุกๆ การกระทำ เรารู้สึกเหมือนอยู่ในคุก

ฉันไม่แน่ใจว่าอะไรทำให้ออกมาจากจุดนั้นได้ แต่กระบวนการออกมาจากตรงนั้น มันไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน ณ ตอนนั้นที่ตัวเองอยู่ในความมืด อย่างที่บอก เรารู้สึกว่า มันไม่ใช่ เรากำลังจมดิ่งลงไปในหลุมสีดำ แต่ตอนนั้นเราไม่รู้ว่าจะเอาตัวเองออกมายังไง ลึกๆ ในใจ เรารู้ว่า มันไม่ใช่ ต้องทำอะไรบางอย่าง ตอนนั้นฉันไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไร จะออกไปไหนก็มีแต่ความกลัว จิตใจฟุ้งซ่านเหมือนเป็นพายุหมุนๆ อยู่ข้างในหัว หมุนแบบวุ่นวายรุนแรงมาก คิดแต่เรื่องเดิมๆ วนไปวนมาเป็นล้านๆ รอบ ทรมานมาก ตอนนั้นมีเสียงแห่งจิตสำนึกบอกเราในส่วนลึกของหัวใจว่า ไม่ใช่นะ ต้องทำอะไรบางอย่าง ณ ตอนนั้น ฉันไม่กล้าออกนอกบ้าน ฉันกลัวมากๆ ร้องไห้ทุกวัน ไม่รู้ว่าวันนี้เราตื่นมา เราต้องทำอะไร เราไม่รู้ คิดแต่ว่าไม่อยากจะตื่นมา ไม่ต้องตื่นมาได้มั๊ย มีเสียงแห่งจิตสำนึกบอกว่า ฉันกำลังเอาเวลาเททิ้งไป เททิ้งไป ตอนนั้นอยู่แต่ในบ้าน ไม่คุยกับใคร ปิดตัวเองจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง มีเพียงอย่างเดียวคือ อินเตอร์เน็ต เข้าไปในอินเตอร์เน็ต แล้วก็คุยกับใครบางคน แล้วเขาก็ส่งหนังสือมาให้จากอเมริกา แล้วฉันก็เริ่มมองเห็นแสงรำไร ตอนนั้นเป็นซึมเศร้ารุนแรงมาก แต่หนังสือที่ฉันอ่านมันช่างสวยงาม และอ่อนโยนเหลือเกิน ณ ตอนที่อ่าน เราเข้าไปตรงนั้น เราเห็นโลกอีกใบ ฉันก็ยังเป็นซึมเศร้าอยู่นะ หลังจากนั้น ยังเป็นอยู่หลายปี แต่รู้สึกว่ามันก็ค่อยๆ ลดลง หลังจากที่เริ่มอ่านหนังสือเล่มแรก เราก็อ่านเล่มต่อๆ มา ต่อๆ มา ที่อเมริกา รู้สึกว่าเรื่องการค้นหาทางจิตวิญญาณมันจะเป็นเรื่องที่ทำกันเป็นปกติมาก มีนักคิดนักเขียนในวงการนี้มากมาย เมื่อฉันได้มีจุดเริ่มต้นจากหนังสือเล่มนั้นแล้ว มันมีความรู้ในส่วนลึกๆ ในหัวใจว่า ชีวิตมันไม่ได้แย่อย่างที่เราคิด ฉันคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ยังอยู่ในตัวฉันอยู่จนถึงทุกวันนี้ และตลอดไป ว่าชีวิตนั้นสวยงาม ไม่ว่าฉันจะไปอยู่ที่ไหน คิดอะไร ทำอะไร พูดอะไร สิ่งตรงนั้นที่ฉันค้นพบ มันยังอยู่ตรงนั้น ฉันเริ่มอ่านหนังสือจิตวิญญาณต่อมาอีกหลายเล่ม ฉันอ่านหนังสือเพื่อเอาตัวเองออกจากความซึมเศร้า คืออาการซึมเศร้าของฉันคือ ฉันหยุดคิดไม่ได้ สภาวะนั้นมันทรมานมาก แล้วฉันก็ไม่รู้จะทำยังไง จึงต้องหาทางออก มีคำแนะนำหลายๆ อย่างจากหมอคือ ไปทำกิจกรรมต่างๆ จริงๆ ตอนนี้คิดว่าเป็นคำแนะนำที่ดี แต่ตอนนั้นฉันไม่มีอารมณ์จะออกไปข้างนอกทำอะไรเลย แต่อยู่บ้าน ฉันจะรู้สึกว่า เราไม่มีใครให้ต้องกลัว คือถ้าออกไปข้างนอก เราต้องไปเจอคน เรากลัวคน

หลังจากหนังสือจิตวิญญาณหลายๆ เล่มที่ฉันอ่าน ฉันก็ยังคงมีอาการซึมเศร้าอยู่ แต่ความรุนแรงมันน้อยลง น้อยลง และน้อยลง คือน้อยลงแบบแทบจะไม่รู้ตัวเลย ทีละนิดมากๆ แต่ยอมรับว่าก็ไม่รู้นะว่าจะออกจากซึมเศร้าจริงๆ ยังไง จนกระทั่งมาเจอหนังสือเล่มสำคัญ ของคุณ Anthony Robbins เป็นหนังสือเพื่อการพัฒนาตัวเอง บวกกับจิตวิทยาด้วย จริงๆ มีจิตวิญญาณด้วย (บางครั้งเรื่องจิตวิทยา การพัฒนาตัวเอง จิตวิญญาณ สามเรื่องนี้แยกกันไม่ออกเด็ดขาด) เมื่อก่อนฉันคิดว่า จิตวิญญาณมันเป็นอีกขั้วตรงข้ามของวัตถุ ถ้าฉันแสวงหาจิตวัญญาณ ฉันจะไม่มีความสำเร็จทางวัตถุ แต่พออ่านหนังสือเล่มนั้น มันไม่ใช่แล้ว เราสามารถที่จะมีความสำเร็จได้ทั้งภายในตัวเรา และความสำเร็จที่ภายนอกได้ด้วย อยู่ที่เราจะเลือกว่าต้องการอะไรในชีวิต ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่ฉันเริ่มคิดเปลี่ยนไป ลึกๆ แล้วฉันก็อยากที่จะมีความสำเร็จทั้งสองอย่าง ซึ่งหนังสือของ Anthony Robbins นั้น มีความชัดเจนมากๆ คือหนังสือจิตวิญญาณบางทีจะค่อนข้างไปทางนามธรรมมาก จะพูดถึงสิ่งนามธรรม ตอนอ่านเราก็ซึมลึกไปกับนามธรรมตรงนั้น แต่พอชีวิตจริงเรายังไม่ค่อยแน่ใจ แต่พอหนังสือที่พูดเป็นรูปธรรมขึ้นมาหน่อย ใช้ได้เลยในชีวิตประจำวัน อันนี้ก็รู้สึกว่า งั้นลองทำจริงๆ เลย

ฉันอยากบอกคุณทุกคนที่มีอาการซึมเศร้าอยู่ว่า มันมีทางออกนะ มีแน่ๆ ทางเดินที่ฉันเดินมาคือ ฉันคิดว่าฉันแบกความทุกข์มาจนถึงจุดที่จิตใต้สำนึกมันค่อยๆ บอกตัวเองว่า ออกมาเถอะ คือมันเป็นกระบวนการที่ทีละนิด ทีละนิด แล้วประกอบกับตัวฉันเองก็แสวงหาคำตอบอยู่เสมอ ตอนนี้ก็แสวงหาอยู่ แต่จิตใจมันเย็นลงมากๆ แล้ว ส่วนใหญ่ของชีวิตฉันตอนนี้คือ นำมันมาปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวัน แต่เราก็ยังสนุกกับการอ่านหนังสือ คิดว่ามันเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ไปเรื่อยๆ มันมีความเข้าใจส่วนหนึ่ง (เยอะมาก) ที่ฉันเก็บมันไว้ในใจลึกๆ และความเข้าใจพวกนี้อยู่ตรงนั้น และจะอยู่กับเราตลอดไป ทำให้ฉันมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ คือมีซึมเศร้าบ้าง แต่ความเข้าใจพวกนี้มันยังบอกเราอยู่เสมอว่า ชีวิตไม่ได้แย่อย่างที่เราคิด มันมีทางออก ตอนนี้จริงๆ ซึมเศร้ามันเหลือน้อยมากๆ จนแทบจะไม่มี จะมีก็คือ เป็นความรู้สึกเบื่อๆ เซ็งๆ บางที ซึ่งถ้าเทียบกับตอนที่หัวเป็นพายุหมุน อันนี้ถือว่าหรูมากๆ ที่รู้สึกแบบนี้ได้ :-) ส่วนใหญ่ของวันก็รู้สึกเย็นๆ บางทีเราปล่อยความคิดมากเกินไป อันนี้รู้สึก คือบางทีปล่อยจิตใจให้คิดโน่นคิดนี่มากๆ นี่ รู้สึกง่วงนอนนะ คิดว่าจิตคงจะทำงานหนัก ก็ล่าสุดหนังสือ The Power of Now คิดว่าต้องกลับไปอ่านต่อให้จบ แล้วคงต้องอ่านซ้ำอีก เมื่อวันก่อนฉันไปร้านหนังสือ เห็นหนังสือของ Eckhart Tolle แปลเป็นภาษาไทย แต่ไม่ใช่เล่ม The Power of Now เป็นอีกเล่มนึง ชื่อเรื่อง Stillness Speaks จำไม่ได้ว่าเขาแปลชื่อเรื่องหรือเปล่า หรือแปลว่าอะไร ฉันขอแปลให้ตรงนี้ละกัน ความสงบนิ่งบอกเรา คืออาจจะแปลได้ไม่ค่อยจะสละสลวยเท่าไหร่ ประมาณว่า ในความสงบนิ่งนั้น คงจะมีเสียงบางอย่างที่บอกเรา ฉันคิดว่าพวกคุณน่าจะอ่านหนังสือพวกนี้มากๆ คะ ตอนที่ฉันอ่านหนังสือจิตวิญญาณ มันเป็นความสงบในจิตใจที่ลึก แผ่ซ่านไปทั่ววิญญาณ มันยิ่งใหญ่มาก ฉันไม่รู้จะถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดยังไง เวลาอ่านหนังสือจิตวิทยาหรือการพัฒนาคัวเอง มันจะรู้สึกสนุก เป็นความสนุกแบบมีประโยชน์กับชีวิต แต่สรุปก็ชอบทั้งสองอย่างเลย :-)

4 Comments:

At 2:47 pm, Anonymous Anonymous said...

อยากได้รับคำแนะนำวิธีเริ่มต้น นะครับ ผมสนใจมากวิธีการของคุณ
มงคล

 
At 7:05 pm, Blogger Love said...

ถึงคุณ มงคล

ฉันกำลังคิดว่าจะเข้าไปเขียนอีเมล์ถึงคุณอยู่พอดีเลย ได้เช็คเมล์ และเห็นเมล์คุณเข้ามา

เมื่ออาการซึมเศร้ามันพัฒนามาถึงจุดหนึ่งที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา กลายเป็นตัวตนของเรา ตัวเรารู้อยู่ว่ามันทรมาน แต่ว่ามันเป็นความเคยชินซะแล้ว ถ้าเราหายจากซึมเศร้า เราเข้าใจผิดคิดว่าความเป็นตัวตนเรามันจะหายไปด้วย แต่จริงๆ แล้วซึมเศร้าคืออาการที่ทรมาน และเป็นภาวะที่ทำให้ชีวิตเราหยุดนิ่ง ทำอะไรไม่ได้ เป็นภาวะที่เราไม่มีสติด้วย มันไม่สามารถมาเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวเราได้ ตัวตนที่แท้จริงของเรา เราต้องค้นหา และซื่อสัตย์กับตัวเอง บางทีเราซึมเศร้า เพราะสนุกกับเรื่องน้ำเน่าเศร้าๆ ของตัวเอง สงสารตัวเอง ถ้าคุณรู้สึกแบบนี้อยู่ ต้องเลิก

ในระดับของจิตวิญญาณจริงๆ แล้ว จิตวิญญาณของเราไม่สนใจในทรัพย์สมบัติเงินทอง ชื่อเสียง หน้าที่การงาน ครอบครัว ความสำเร็จภายนอกต่างๆ หรือ ความเชื่อ ความเป็นตัวตน ฯลฯ อะไรใดๆ ทั้งสิ้น แต่ในระดับจิตแล้ว เราจำเป็นต้องมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง เราต้องรู้จักตัวตนของเรา เราต้องเป็นตัวของตัวเอง เราจึงจะมีเริ่มรักตัวเอง เคารพตัวเองได้ ให้เกียรติตัวเองได้ ซึ่งกระบวนการสร้างความรักตัวเอง เราต้องถามตัวเองก่อนว่า เราคือใคร เราคิดว่าสิ่งไหนที่สำคัญสำหรับเรา อันนี้เข้าไปอ่านได้ที่บล็อกฉัน ตอน “เราคือใครกันนะ?” ที่นั่นฉันเล่าให้ฟังว่า กระบวนการค้นหาตัวเองของฉันทำอย่างไร เราต้องยอมรับตัวเราอย่างที่เราเป็นก่อน ซื่อสัตย์กับตัวเอง และต้องมั่นคงในตัวตนของเรา เมื่อถึงเวลานั้น เราจะมีสันติสุขในใจมากขึ้น คำวิพากษ์วิจารณ์ของคนอื่นที่มีต่อเรามันจะไม่มีผลกับเรา เพราะเรารู้จักตัวตนของเรา ในทุกๆ ความคิด คำพูดและการกระทำ เรารู้ว่าเราคิด พูด และทำอะไรอยู่

จุดเริ่มต้น คิดว่าทำได้สองอย่าง 1. คุณตัดสินใจ อยู่กับปัจจุบัน ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ในขณะที่เราอยู่กับปัจจุบันจริงๆ ซึมเศร้าไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ถ้าอันนี้ทำไม่ได้ (ตัวฉันเอง ในอดีต ได้ลองทำวิธีนี้ แต่ว่าทำไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณหรือคนอื่นๆ จะทำไม่ได้) อีกวิธีคือ 2. เริ่มต้นจากความเข้าใจ ความเข้าใจตามที่ฉันเขียนข้างบน ซึ่งตัวฉันเอง หายจากซึมเศร้าเพราะวิธีนี้ มันเกิดจากการสะสมความเข้าใจบางอย่าง ที่มันฝังอยู่ในตัวฉันอยู่ตรงนั้น แล้วมันก็สร้างเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ช้าๆ ทีละนิด ทีละนิด

ฉันได้คุยกับคนนึงที่ส่งอีเมล์มา จากที่เขาเข้ามาที่บล็อกนี้ เขาบอกว่า เขาเป็นซึมเศร้า แต่ว่าเขาไม่ได้อยากหาย ฉันก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไม่อยากหาย เพราะมันทรมานออกอย่างนั้น ฉันคิดว่า อาจเป็นไปได้ว่า เขาอาจชอบภาวะแบบนั้น มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขา แต่สำหรับคุณมงคล ฉันคิดว่า ไม่ใช่ ตอนที่ฉันเป็น ฉันอยากหายมากๆ เหมือนคุณมงคล แต่เราไม่รู้จะออกมายังไง มันเป็นวงจรอุบาทก์ ที่เราทำตัวเอง แต่เราไม่รู้ตัว (คือเราไม่มีสติ เราหลับอยู่ พูดง่ายๆ) ดีที่คุณอยากหายจริงๆ จึงพยายามแสวงหาวิธีต่างๆ ฉันคิดว่า น่าชื่นชม และเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

ลองทำดู คุณไม่ได้โดดเดี่ยว เมื่อถึงเวลา ทุกอย่างจะคลี่คลาย ทุกอย่างล้วนเปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรถาวร อาการซึมเศร้าก็เช่นกัน ซักวันมันก็ต้องผ่านไป แค่ชั่วคราว บนหนทางออกจากซึมเศร้า คุณไม่ได้โดดเดี่ยว เราช่วยกันอยู่นะ :-)

 
At 2:52 pm, Anonymous Pinky^^" said...

คุณเลิฟคะ
หนังสือที่กล่าวถึง มีขายในเมืองไทยยังคะ อยากอ่านมั่งจัง The Power of Now และเล่มอื่นๆที่คุณอ่านอยู่ค่ะ ^^

 
At 10:59 pm, Blogger Love said...

ถึง คุณ Pinky^^"

"The Power of Now" ต้องไปหาเอาตามร้านหนังสือ เสี่ยงดวงนิดนึง บางร้านมี บางร้านไม่มี ปกติฉันจะซื้อหนังสือมือสอง นอกจากหาจากร้านมือสองไม่ได้ ก็จะซื้อหนังสือมือหนึ่ง จากร้านพวกเอเชียบุ๊กส์ คิโนะคูนิยะ บีทูเอส เป็นต้น ร้านหนังสือมือสองจะมีตัวเลือกหลายหลายกว่า มีหนังสือเก่าๆ รวมอยู่ด้วย

ถ้าหาไม่ได้จริงๆ จากทุกร้าน สามารถสั่งเล่มเดียวได้จากร้านที่บอกข้างบน เขาจะคิดราคาแบบสั่งเล่มเดียว อาจบวกเพิ่ม 50%

อาจสั่งทางอเมซอนได้ แต่ว่าก็คงบวกมากว่า 50% และใช้เวลาอย่างน้อย 2 อาทิตย์

ร้านหนังสือมือสองที่ฉันซื้อประจำอยู่มีสองที่ หนึ่ง ตรงข้ามเอ็มโพเรี่ยม สุขุมวิท ชื่อร้านเอลิต อีกร้านที่ถนนข้าวสาร ชื่อร้านชามาล มีร้านอื่นอีก แต่ร้านอื่นเขาจะวางหนังสือมั่วๆ หายาก สองร้านนั้น จัดวางเป็นหมวดหมู่ เหมือนห้องสมุด

หนังสือเล่มอื่นๆ ทีอ่านแล้วชอบมีเยอะมากๆ ตัวอย่างนะ Awaken the Giant Within, Unlimited Power by Anthony Robbins, The Power of Intention by Dr.Wayne Dyer แล้วก็ Your Erroneous Zones by Dr.Wayne Dyer แต่หาที่ไหนไม่มีเลยอันหลังนี้ ฉันยังไม่ได้อ่านเหมือนกัน

พวกแนว spiritual ก็มี Neale Donald Walsch มีเป็นซีรี่ส์ หลายเล่มมาก อันนี้หนังสือเปิดโลกฉัน :-) Deepak Chopra ก็ดี

หนังสือของ John Gray - How to get what you want and want what you have คนนี้คนเดียวกับที่แต่ง Men are from Mars. Women are from Venus.

หนังสือภาษาไทย บอกตามตรงว่าไม่ค่อยได้อ่าน เพราะว่า ส่วนใหญ่เขาจะแปลมา แล้วเราชอบอ่านต้นฉบับ ที่ไม่แปลมาก็อ่านมาบ้าง แต่ไม่โดนเท่าไหร่ หนังสือธรรมะ อ่านแล้วไม่เข้าใจ เลยเลิกอ่าน ที่ดีๆ คงมี แต่ไม่ได้ไปดูมานานแล้วเหมือนกัน

 

Post a Comment

<< Home